ถั่วพู
ชื่อ : ถั่วพู
ชื่อสามัญ : Winged bean
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Prosphocarpvs tetragonolobus (L.) DC
วงศ์ : PAPILIONEAE
ถั่วพูเป็นพืชเขตร้อน ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินเดีย พม่า ไทย ลาว ปาปัวนิวกินี และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันปลูกได้ในมลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (ฤดูร้อน) ถั่วพูเป็นพืชล้มลุก ลำต้นชนิดเลื้อยพันทอดเกี่ยวไปตามแนวต่างๆ ใบของต้นถั่วพูมีลักษณะกลมสีเขียวเข้ม ดอกมีสีม่วงอ่อน เมื่อดอกได้รับการผสมเกสรแล้ว มันก็จะ กลาย เป็นฝักไม่ยาวมากนัก และมีส่วนที่เป็นหยักตามขอบของฝัก ฝักมี 4 พู เมื่อแก่เต็มที่ฝักจะแห้งและมีสีน้ำตาลถั่วพูเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย นำเมล็ดแก่ฝังดินปลูกได้ทันที เจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย นิยมปลูกกันตามริมรั้วหรือสวนหลังบ้าน หรือปลูกเป็นพืชหัวไร่ปลายนาสำหรับกินเป็นผักสวนครัว ลักษณะของถั่วพู
ถั่วพูเป็นไม้เลื้อย จัดอยู่ในประเภท herbaceous perennial คือส่วนเหนือดินเป็นพืชล้มลุก มีอายุเพียงไม่กี่เดือนก็จะตาย แต่ส่วนใต้ดินจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป (ถ้าดินชื้นพอ) ถ้าหากมีค้าง จะขึ้นสูงได้ถึง 3-4 เมตร ดอกมีสีฟ้า ขาว หรือม่วง (แล้วแต่พันธุ์) เป็นดอกสมบูรณ์เพศและผสมตัวเอง ฝักรูปร่างยาว มีสี่ด้าน ลักษณะเป็นปีกกางออกไปตามเส้นทแยงมุมของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (มองจากภาคตัดขวาง) ขนาดของฝักยาวตั้งแต่ 6-36 ซ.ม. และมีเมล็ดตั้งแต่ 5-20 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างกลมหรือทรงกระบอก (oblong) (แต่ไม่ยาวนัก) ผิวเป็นมัน มีสีหลายสีตั้งแต่สีขาว ครีม เหลือง น้ำตาล ดำ และลวดลายด่างต่าง ๆ กัน มีน้ำหนัก 0.06-0.40 กรัม/เมล็ดการเจริญเติบโต ของฝักแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรก ซึ่งกินเวลาประมาณ 20 วัน ฝักจะโตถึงขนาดใหญ่ที่สุด ระยะที่สองซึ่งใช้เวลาประมาณ 44 วัน เมล็ดจะแก่ ฝักจะแห้งเหี่ยวลง
ถั่วพูเป็นพืชที่มีระบบการสร้างปมรากที่กว้างขวางมาก ที่สุดในบรรดาพืชตระกูลถั่วทั้งหลาย ต้นหนึ่ง ๆ อาจมีปมมากถึง 440 ปม.และแต่ละปมก็จะมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ปมใหญ่ ๆ ปมหนึ่งจะมีน้ำหนักสดถึง 0.6 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางถึง
1.2 ซ.ม. การเกิดปมเกิดโดยธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องเพาะเชื้อไรโซเบียม ทั้งนี้เพราะดินทั่วไปมีเชื้อไรโซเบียมที่จัดอยู่ในกลุ่มถั่วกระด้างอยู่มาก ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
นิเวศวิทยา
ถั่วพูสามารถขึ้นได้ในสถานที่ตั้งแต่ ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูง 2000 เมตร และระหว่างเส้นขนาน 20 ํ เหนือ และ 10 ํ ใต้ ซึ่งอยู่ในเขตเอเชียเขตร้อน เชื่อกันว่าถั่วพูต้องการสภาพวันสั้นในการกระตุ้นให้เกิดดอก ทั้งนี้เพราะเมื่อนำไปปลูกในเขตอบอุ่น (เส้นขนานสูง ๆ) ถั่วพูมักจะไม่ออกดอก ทั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอุณหภูมิแต่ประการใด ถั่วพูเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก จึงขึ้นได้ดีในเขตร้อนที่ชุ่มชื้น แต่ถ้ามีน้ำก็ขึ้นได้ในเขตร้อนทุกแห่ง แม้ว่าจะมีระบบรากที่มากมายและมีหัวใต้ดินแต่ถ้าประสบกับภาวะแห้งแล้งเป็นเวลานาน ก็จะตายได้เหมือนกัน
ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร ยอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน ฝักอ่อน รสมัน (กินเป็นผัก) และหัวใต้ดิน
คนไทยทุกภาคกินฝักอ่อนถั่วพูเป็นผัก มีทั้งที่กินสด ลวกราดน้ำกะทิ กินแกล้มกับน้ำพริกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำพริกปลาร้า อาจใช้ประกอบอาหารยำ ลาบ ผัดกับน้ำมัน นำมาหั่นใส่ในทอดมันหรือแกงเผ็ดก็ได้ ส่วนทางใต้กินยอดอ่อน ดอกอ่อน และฝักอ่อน เป็นผักสด หรือนำไปต้ม ผัด ใส่แกงส้ม แกงไตปลา ญี่ปุ่นใช้ฝักอ่อนถั่วพูทอดเทมปุระ ปรุงอาหารกับเครื่องเทศรสจัดได้ทุกชนิด ฝักอ่อนดองไว้กิน
ได้ด้วยตามความนิยมของชาวอินเดียและศรีลังกา
ถั่วพูมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าถั่วเหลือง หากมองในแง่พืชที่เป็นแหล่งโปรตีนพบว่าเมล็ดถั่วพูให้โปรตีนสูงกว่าเมล็ดถั่วเหลือง และในทุกส่วนที่นำมากินได้ของถั่วพู (เช่น ดอก ใบอ่อน หัวใต้ดิน) ล้วนประกอบไปด้วยโปรตีนและธาตุอาหารต่างๆ ทั้งสิ้น เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม
และเหล็ก
สรรพคุณทางยา
รากใช้ประกอบสมุนไพรและน้ำดอกไม้ เป็นยาแก้โรคหัวใจและชูกำลัง หัวใต้ดินเผาหรือนึ่งกินช่วยบำรุงกำลัง เมล็ดแก่ของถั่วพู ตากแห้งบดเป็นผงละลายน้ำครั้งละ 5-6 กรัม กินวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร ช่วยบำรุงร่างกาย
สรรพคุณทางการเกษตร
ถั่วพูใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี ต้นเจริญได้ในดินเสื่อมโทรม ใช้ได้ทั้งในรูปของใบอ่อน เถาแห้ง เปลือกฝักหัวใต้ดิน และกากเมล็ดที่สกัดน้ำมันออกแล้ว เหมาะที่จะปลูกเป็นแปลงใหญ่แล้วปล่อยสัตว์เข้าไปแทะเล็มเองเหมือนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั่วไป ได้คุณค่าอาหารมากกว่ากินหญ้า ทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีนอกจากนี้ยังใช้ถั่วพูใช้เป็นพืชบำรุงดินได้ดี เนื่องจากปมรากของถั่วพูเป็นที่อาศัยของเชื้อไรโซเบียมที่มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ การปลูกถั่วพูจึงเป็นการเพิ่มไนโตรเจนแก่ดิน และหากไถกลบต้นถั่วพูหลังการเก็บผลผลิตแล้วจะกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่อุดมคุณค่าแก่ดิน